ศึกยุทธหัตถี

ศึกยุทธหัตถี

พูดถึงยุทธหัตถี พวกเราก็จะนึกถึงพระองค์องค์ดำกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ที่จารึกในพงศาวดารทั้งไทยและพม่า เรามาดูครั้งก่อนๆดีกว่า

ครั้งที่ 1 รัชกาลของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ จารึกไว้ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้เมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนีญญ่ายพ่จแจ กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กู่ต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างตัวชื่อมาเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี…”

ครั้งที่ 2 สิ้นรัชกาลพระอินทราชา พ.ศ. 1917 พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ บรรยายว่า

“ครั้งนั้นเจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระราชกุมารท่านชนช้าง ด้วยกัน ณ สะพายป่าถ่าน ถึงพิราลัยทั้งสองพระองค์ที่นั้น จึงพระราชกุมารเจ้าสามพระยาได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา นามสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า และท่านจึงให้ก่อพระเจดีย์สองพระองค์ สวมที่เจ้าพระยาอ้ายและเจ้าพระยายี่ชนช้างด้วยกัน”

ครั้งที่ 3 รัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.2006 พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ บรรยายว่า

“ครั้งนั้นมหาราชท้าวลูก ยกพลมาเอาเมืองสุโขทัย จึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า และสมเด็จพระอินทราชา เสด็จไปกันเมือง และสมเด็จพระราชาเจ้า ตีทัพพระยาเถียรแตก และทัพท่านมาปะทัพหมื่นนคร และท่านได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร และครั้งนั้นเป็นโกลาหลใหญ่ และข้าศึกกลาวทั้งสี่ช้างเข้ามารุมเอาช้างพระที่นั้งเดียวกัน ครั้งนั้น พระอินทราชาเจ้าต้องปืน ณ พระพักตร์ และทัพมหาราชนั้นเลิกไป”

ครั้งที่ 4 รัชกาลพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.2091 พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ บรรยายว่า

“เสด็จออกสนามให้ชนช้าง และงาช้างพระยาไฟนั้นหักเป็นสามท่อน อนึ่งอยู่สองวัน ช้างต้นพระฉัททันต์ไล่ร้องเป็นเสียงสังข์ อนึ่งประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์…เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า เสด็จออกไปรับศึกหงสาวดีนั้น สมเด็จองค์พระมเหสีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีเสด็จทรงช้างออกไปโดยเสด็จด้วย และเมื่อได้รบศึกหงสานั้น ได้รบด้วยข้าศึกนั้น ทัพหน้าแตกมาประทัพหลวงเป็นโกลาหลใหญ่ สมเด็จองค์พระมเหสี และสมเด็จพระลูกเธอราชบุตรีนั้น ได้รบข้าศึกถึงสิ้นพระชนม์กับขอช้างนั้น…”

ครั้งที่ 5 พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา พ.ศ.2135 พงศาวดารฉบับขุนหลวงหาวัด บรรยายว่า

“ส่วนพระนเรศวรกับอุปราชาก็เข้าชนช้างชิงชัย แล้วสู้รับฟันแทงกันด้วยพระแสงของ้าวตามกระบวนเพลงขอ ก็รำรอรับกันประจันสู้กันไปตามเพลงส่วนช้างพระนเรศวรนั้นเล็ก ก็ถอยพลางทางสู้ชน ครั้งถอยไปอุปราชาจึงฟันพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว พระนเรศวรจึงหลบ ก็ถูกพระมาลาบี้ไปประมาณได้สี่นิ้ว ครั้นช้างพระนเรศร์ถอยไปจึงได้ทีประจันหนึ่งเรียกว่าหนองขายันและพุทรากระแทก ก็ยังมีที่ที่อันนั้นจนทุกวันนี้ ช้างพระนเรศวรนั้นยันต้นพุทรานั้นได้แล้ว จึงชนกระแทกขึ้นไป ก้อค้ำคางช้างพระมหาอุปราชาเข้า ฝ่ายข้างช้างอุปราชาก็เบือนหน้าไป พระนเรศวรได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าว ชื่อเจ้าพระยาแสนพลพ่าย ก็ถูกอุปราชาพระเศียรก็ขาดออกไปกับที่บนคอช้าง”

นั่นคือสงครามครั้งสุดท้ายของไทย และทำให้พม่าต้องจดจำไปหลายร้อย ปี

Explore posts in the same categories: ช้างไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: